วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

มกอช. หน่วยรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติ

              องค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองระบบ (International Accreditation Forum : IAF) ได้ออกมาประกาศการยอมรับความเท่าเทียมในขอบข่ายการรับรองผลิตภัณฑ์ (Multilateral Recognition Arrangement : MLA) ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศถึงความสามารถของ มกอช. ในการรับรองระบบงาน ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จากประเทศสมาชิกของ IAF กว่า 50 ประเทศ ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ กลุ่มองค์กรภูมิภาคแปซิฟิคว่าด้วยการรับรองระบบงาน (The Pacific Accreditation Cooperation : PAC) กลุ่มองค์กรภูมิภาคยุโรปว่าด้วยการรับรองระบบงาน (European Cooperation for Accreditation : EA) กลุ่มองค์กรภูมิภาคแอฟริกาใต้ว่าด้วยการรับรองระบบงาน (Southern African Region Accreditation Cooperation : SARAC) และกลุ่มองค์กรภูมิภาคอเมริกาว่าด้วยการรับรองระบบงาน (InterAmerican Accreditation Cooperation : IAAC)
การได้รับการยอมรับในความเท่าเทียมดังกล่าว จะทำให้ มกอช. ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับสากลจากประเทศคู่ค้า ซึ่งจะส่งผลให้การรับรองผลิตภัณฑ์ด้านสินค้าเกษตร ภายใต้การรับรองระบบงานโดย มกอช. เช่น GAP และ Organic เป็นที่ยอมรับของหน่วยรับรองระบบงาน สินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ได้รับการรับรองเป็นที่เชื่อถือ ก่อให้เกิดการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารได้มากยิ่งขึ้น เพราะสามารถส่งออกสินค้าได้สะดวกและง่ายขึ้น ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายจากการตรวจสอบซ้ำซ้อน ลดข้อกีดกันหรืออุปสรรคเทคนิคทางการค้าระหว่างประเทศ จากการยอมรับของประเทศคู่ค้า อีกทั้งสามารถให้เกิดการรับรองครั้งเดียวเป็นที่ยอมรับภายใต้ข้อตกลงการยอมรับร่วม (Multilateral Recognition Arrangement : MRA) ตามกลไกการตรวจประเมิน เพื่อการยอมรับร่วม
                ขณะนี้ มกอช. อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม เพื่อเปิดให้การรับรองระบบงานในขอบข่ายด้านการจัดการความปลอดภัยอาหาร ตาม ISO/TS 22003 เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการอาหารที่ตื่นตัวขอรับรองระบบ เนื่องจากประเทศคู่ค้าให้ความสำคัญ และต้องการสินค้าที่มาจากประเทศที่มีโรงงานที่มีระบบ Food Safety ประกันความปลอดภัยของสินค้าตลอดระบบห่วงโซ่อาหารมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบการรับรองมาตรฐาน BRC (British retail Consortium) หรือมาตรฐานสมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแห่ง สหราชอาณาจักร ที่ผู้ประกอบการค้าปลีก เช่น Tesco Waitrose และ Safeway นำมาใช้เป็นข้อกำหนดในการรับรองสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังสหราชอาณาจักรและกลุ่ม EU ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากผู้ประกอบการค้าปลีกเหล่านี้เป็นช่องทางที่จะช่วยกระจายสินค้าเกษตรไทยไปสู่ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยคาดว่าจะเปิดให้ยื่นคำขอเพื่อการรับรองทั้งสองระบบ ได้ภายในปี 2554

R3 : เปิดเส้นทางสินค้าเกษตรปลอดภัย รับการขยายตัวภาคการเกษตรในอนาคต

    
     จากการลงนามพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยจีน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะทำให้มีการขยายตัวทางการค้าผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำว่า 10 % มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาทแล้ว ผู้บริโภคทั้งสองประเทศยังสามารถมั่นใจได้ว่าผลไม้ที่ผ่านเข้าออกจากเส้นทาง R3 จะเป็นสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ มาตรฐานและความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยจากต้นทางทั้งสองประเทศ
          สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับ ดูแลเรื่องความปลอดภัยอาหารของประเทศ ได้จัดทำพิธีสารข้อกำหนดในการเจรจากับกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ซึ่งกล่าวถึง ชนิดของผลไม้และข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายต้องส่งให้แก่กันในกรณีมีการร้องขอ วิธีการขนส่งผลไม้ระหว่างกัน มาตรการก่อนการส่งออก (ได้แก่ การตรวจสอบและออกใบรับรองสุขอนามัยพืช การรับรองแหล่งกำเนิดของผลไม้ การปิดผนึก ตู้สินค้า การแสดงหมายเลขกำกับผนึกปิดตู้สินค้าการเพิ่มเส้นทางการขนส่ง และมาตรการตรวจสอบ ณ ด่านนำเข้าของทั้งสองฝ่าย ก่อนที่จะมีการลงนามดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศมั่นใจถึงความปลอดภัยในผลไม้ที่ผ่านเข้าออกสู่ผู้บริโภคในประเทศ
          จากข้อตกลงและความร่วมมืออันดีระหว่างสองประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าเกษตรผ่านเส้นทางบก จึงได้มอบหมายให้ มกอช. ตั้งคณะทำงานขึ้นมาประเมินผลการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกตามเส้นทาง R9 R3 และประเมินศักยภาพการเปิดเส้นทางขนส่งอื่น ๆ เช่น เส้นทาง R12 ไทย(นครพนม)-นาพาว(ลาว)-จาลอ-วิงห์-ฮานอย(เวียดนาม)-จีน(ด่านโหย่วอี้กวาน มณฑลกวางสี) หรือ เส้นทาง R8 ไทย(กรุงเทพฯ-หนองคาย) – ปากซัน – น้ำทอน(ลาว) – เกาแจว-วิงห์-ฮานอย(เวียดนาม)-จีน(ด่านโหย่วอี้กวาน มณฑลกวางสี) รวมทั้งศึกษาถึงข้อดี/ข้อเสียของการเปิดเส้นทางขนส่งทางแม่น้ำโขง และพิจารณาการขยายขอบเขตสินค้าให้ครอบคลุมสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น ผัก สินค้าประมง ระหว่างกัน ผ่านเส้นทางขนส่งทางบกสายต่าง ๆ และรวมถึงการขนส่งทางน้ำอีกด้วย
หากมองในแง่ของโอกาสทางการค้าระหว่างไทยกับจีนแล้ว ไทยมีศักยภาพการผลิตของสินค้าหลายชนิดที่ยังคงได้เปรียบที่สามารถผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ เมื่อเทียบกับประเทศจีนและคู่แข่งขัน ซึ่งตลาดจีนจะเป็นแหล่งรองรับการขยายตัวการส่งออกของไทยได้ เนื่องจากจีนมีประชากรจำนวนมาก ประมาณ 1,341 ล้านคน และเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมีเสถียรภาพ รายได้ของประชากรดีขึ้น โดยเฉพาะเมืองเซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง หนานหนิง ฟูเจียน เซียะเหมิน ปักกิ่ง และเฉินตู เป็นต้น นับเป็นโอกาสในการเจาะตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการเปิดเส้นทางในการการขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยไปจีนจะเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออก และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย